อาหารไม่ย่อย…ดูแลตัวเองอย่างไร? ตามแบบแพทย์แผนจีน

 

อาหารไม่ย่อย (Dyspepsia) เป็นความรู้สึกไม่สบายในหน้าอกหรือใต้ลิ้นปี่ที่เกิดขึ้นในระหว่างหรือหลังการรับประทานอาหาร โดยอาจมีอาการเพียงอย่างเดียวหรือหลายอาการร่วมกันซึ่งได้แก่ แน่นท้อง ท้องอืด และมีลมในท้อง อาหารไม่ย่อยพบได้บ่อยในผู้ใหญ่และสามารถเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือเกิดขึ้นบ่อยได้ทุกวัน

โดยอาหารไม่ย่อยนั้นมีสาเหตุที่เป็นไปได้หลายประการ บ่อยครั้งที่อาการอาหารไม่ย่อยมีความเกี่ยวข้องกับลักษณะการดำเนินชีวิตและอาจถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นด้วยอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาบางชนิด สาเหตุที่พบได้บ่อยของอาหารไม่ย่อย ได้แก่ การรับประทานอาหารมากเกินไปหรือรับประทานเร็วเกินไป

อาหารไขมันสูง มันเยิ้ม หรือเผ็ดจัด ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต หรือน้ำอัดลมมากเกินไป การสูบบุหรี่ ความวิตกกังวล ยาปฏิชีวนะ ยาบรรเทาปวด และผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กบางชนิด

สาเหตุการเกิดอาหารไม่ย่อยในทางแพทย์จีน สามารถแบ่งได้ ดังนี้

 

ความเครียดสะสม

ทำให้การทำงานของตับข่มกระเพาะอาหารมากเกินไปจนทำให้กระเพาะอาหารทำงานผิดปกติ

การทานอาหารปริมาณมากเกินไป ทานอาหารไม่ตรงเวลา

ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนของชี่กระเพาะอาหารขึ้นลงผิดปกติ

การทานของมัน ของทอด อาหารฤทธิ์เย็นมากเกินไป

ทำให้มีความชื้น เสหะคั่งค้างอยู่ในร่างกาย

ม้าม กระเพาะอาหารพร่อง

ส่งผลให้ระบบการไหลเวียน การเผาผลาญทำงานได้อย่างไม่เต็มที่

 

ซึ่งการดูแลเบื้องต้นเมื่อมีอาการอาหารไม่ย่อย สามารถดูแลตัวเองได้ ดังนี้

– หลีกเลี่ยงการทานของมัน ของทอด ที่มากเกินไป

– ทานอาหารที่ดูดซึมง่าย ย่อยง่าย

– ควรทานให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

– ทานอาหารฤทธิ์อุ่นเพื่อให้กระเพาะอาหารไม่ทำงานหนัก

 

หมอจีนมาแนะ! 5 จุด แก้ท้องอืด

1.จุดจงหว่าน(中脘穴) อยู่บริเวณกึ่งกลางระหว่างสะดือกับลิ้นปี่ หรือวัดจากสะดือขึ้นมาสี่นิ้วมือ

2.จุดเทียนซู(天枢穴) อยู่ระดับเดียวกับสะดืออยู่ห่างจากสะดือในแนวราบประมาณ 3 นิ้วมือ

3.จุดชี่ไห่(气海穴) อยู่บริเวณใต้สะดือลงมาสองนิ้วมือ

4.จุดจู๋ซานหลี่(足三里穴) จุดจะอยู่ใต้สะบ้าหัวเข่าล่างลงไปประมาณ 3 นิ้ว โดยจะอยู่บริเวณข้างกระดูกหน้าแข้งด้านนอก

5.จุดเหลียงเหมิน(梁门穴) อยู่บริเวณหน้าท้อง อยู่เหนือสะดือ 5 นิ้วมือ และห่างออกไปด้านข้างตามแนวระนาบ 3 นิ้วมือ

 

*** แต่ละจุดใช้วิธีการนวดคลึงเบาๆ 1-3 นาที  

***การดูแลเหล่านี้เป็นเพียงตัวช่วยในเบื้องต้น ถ้าคนไข้มีอาการมากและยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาต่อไปค่ะ

 

Share article :

บทความอื่น ๆ